โรคดื้อและต่อต้าน (ODD)

เด็กที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราด โกรธง่าย และมีพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เป็นประจำ อาจเป็นโรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) หรือ โอดีดี (ODD)

เด็กที่มีอารมณ์เกรี้ยวกราด โกรธง่าย และมีพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เป็นประจำ อาจเป็นโรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder) หรือ โอดีดี (ODD) ซึ่งสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามไว้ว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟังที่แสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมไปถึงการทำตนเป็นปรปักษ์และดื้อด้านต่อผู้ใหญ่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีความผิดปกติดังกล่าวดูภายนอกแล้วจะเป็นเด็กที่ดื้อมากและโกรธง่าย”

ปกติแล้ว เด็กทุกคนอาจดื้อและไม่เชื่อฟัง โดยเฉพาะเวลาที่เขาเหนื่อย หิว เครียด หรืออารมณ์เสีย เขาอาจชวนทะเลาะ เถียง ไม่เชื่อฟัง และฝืนคำสั่งของพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ พฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 2-3 ขวบ หรือวัยรุ่นที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามการไม่ให้ความร่วมมือและมีพฤติกรรมต่อต้านอย่างเปิดเผยนั้นอาจกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ และหากเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจนถึงขั้นที่รุนแรงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันแล้ว ก็อาจส่งผลกระทบต่อสังคม ครอบครัว และการเรียนของเขาได้

ลักษณะของโรคดื้อและต่อต้าน

โรคดื้อและต่อต้านจะมีอาการหลักๆ ดังนี้ติดต่อกันเป็นนิสัยมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ได้แก่ ความอดทนต่ำ เถียงผู้ใหญ่หรือคนที่โตกว่า ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์ ตั้งใจทำให้คนอื่นรำคาญ หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่าย โกรธเคือง เจ้าคิดเจ้าแค้น มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีปัญหาในการเรียน ไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอก ไม่เชื่อฟัง ทำตัวเป็นปรปักษ์กับผู้ใหญ่

สาเหตุของโรคดื้อและต่อต้าน

1. ปัจจัยทางกายภาพ จากการศึกษาพบว่าความบกพร่องหรืออาการบาดเจ็บบริเวณสมองบางส่วนอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมที่รุนแรงได้ โรคดื้อและต่อต้านนั้นมีความเชื่อมโยงกับความผิดปกติของปริมาณสารเคมีในสมอง หากสารเคมีเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่ไม่สมดุลหรือไม่ทำงานตามปกติ การสื่อสารต่างๆ อาจไม่สามารถเข้าถึงสมองได้อย่างถูกต้องก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิต เช่น โรคสมาธิสั้น ความผิดปกติในการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรมอื่นๆ ตามมา

2. ปัจจัยทางพันธุกรรม เด็กและวันรุ่นหลายคนที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมีสมาชิกในครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคทางจิต ไม่ว่าจะเป็น โรคความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ นี่แสดงให้เห็นว่าโรคดื้อและต่อต้านอาจสามารถส่งผ่านทางพันธุกรรมได้

3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู ปัจจัยเกี่ยวกับความครัวที่มีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวไม่ดี ประวัติอาการเจ็บป่วยทางจิตภายในครอบครัว หรือการใช้สารเสพติด รวมไปถึงการตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางพฤติกรรม

การเลี้ยงดูลูกที่ดื้อและต่อต้าน

การเลี้ยงลูกที่มีภาวะดื้อและต่อต้านเป็นงานท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่จากผลการศึกษาเด็กที่เป็นโรคดื้อหลาย ๆ ชิ้นก็ชี้ตรงกันว่าเด็กสามารถดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมจากคนในครอบครัว ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะหาวิธีเลี้ยงดูที่เหมาะสมต่ออาการดื้อต่อต้านของคุณลูก ดังนี้

1. คอยสังเกตพฤติกรรมปัญหาของลูก

พ่อแม่ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของลูกเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและถูกจุด นอกจากสังเกตพฤติกรรมที่บ้านแล้ว ก็ยังต้องขอความร่วมมือไปยังครูให้ช่วยสอดส่องและดูแลพฤติกรรมลูกมากเป็นพิเศษ เพราะเด็กบางคนมีปัญหามากเมื่ออยู่ที่โรงเรียน บ้างมีปัญหามากเมื่ออยู่กับเพื่อน ๆ พ่อแม่จึงต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดลูกในเวลานั้น ช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาให้ พร้อมทั้งให้ช่วยระบุปัญหาเด่น ๆ ในพฤติกรรมของลูกให้ด้วย เพื่อให้คุณสามารถวางแผนในการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของลูกได้อย่างเหมาะสม

2. พ่อแม่ต้องใจเย็นและควบคุมอารมณ์ให้ได้

สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้และทำให้ได้ ก็คือการข่มอารมณ์ตัวเองและรับมือความดื้อและการต่อต้านของลูกอย่างใจเย็น เรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่ท้าทาย จากนั้นจึงค่อยบอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำไม่ดีอย่างไร และบอกเขาว่าลูกควรทำอย่างไรให้ถูกต้อง แล้วจบการโต้เถียงให้สงบที่สุด อย่าพยายามเอาชนะด้วยการตวาดหรือใช้กำลังกับลูก เพราะเด็กอาจซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนี้ไปใช้ด้วย

3. ตั้งกฎที่ต้องการให้ลูกปฏิบัติตามอย่างชัดเจน

พ่อแม่ต้องระลึกเอาไว้เสมอว่าบทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพ่อแม่คือการอบรมสั่งสอนบุตร เพื่อใหเขาปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องด้วยเด็กที่มีอาการดื้อและต่อต้านมักพยายามละเมิดกฎเกณฑ์อยู่เสมอ แถมยังไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองผิดด้วย ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งกฎหรือข้อตกลงที่ลูกต้องเคารพและปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจน อาจเขียนติดแปะไว้ในที่สังเกตง่าย เพื่อใช้ชี้ให้เห็นและใช้อ้างอิงได้ทันทีเมื่อเขาได้ละเมิดข้อตกลงที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้บอกว่าเขาทำผิด และจะได้ปรับปรุงตัวในบัดนั้น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทำคัญที่สุดของการตั้งกฎก็คือ มันต้องเป็นข้อตกลงที่คุณกับลูกมีร่วมกัน และไม่ควรมีมากข้อเกินไปด้วย

4. ไม่ใจอ่อนกับบทลงโทษที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

หากลูกทำผิดจากกฎที่ตกลงกันไว้ ก็ต้องลงโทษลูกด้วยบทลงโทษที่ตกลงไว้แล้วว่าเขาจะต้องเผชิญหากมีพฤติกรรมไม่น่ารัก และต้องลงโทษเช่นนั้นทุกครั้ง ไม่มีอ่อนข้อหรือยอมยกเว้นให้ เพราะเด็ก ๆ ที่มีอาการดื้อต่อต้านจะได้ใจ และไม่เชื่อหรือเคารพในกฎที่ได้ตกลงกันไว้อีกต่อไป หากผู้ใหญ่ใจอ่อนยอมลงให้แล้วครั้งหนึ่ง จะทำให้การปรับปรุงพฤติกรรมของเขายากขึ้นอีก

5. เน้นที่ความสัมพันธ์ในด้านบวกกับลูกแม้วันที่เขาทำตัวไม่น่ารัก

เด็ก ๆ ที่เป็นโรคดื้อมีโอกาสถูกทำโทษได้บ่อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ จึงเป็นไปได้ว่าเด็ก ๆ จะฝังใจพ่อแม่ไม่รักเขาเอาง่าย ๆ และนั่นสามารถทำให้พฤติกรรมของเขาดำเนินไปในทิศทางแย่ลง ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหาเวลาพูดคุย และอยู่ใกล้ชิดกับลูกในทุก ๆ วัน อาจด้วยการทำกิจกรรมที่ลูกชอบร่วมกัน และทำเช่นนั้นเป็นประจำทุก ๆ วัน แม้ในวันที่เขาเพิ่งจะทำตัวไม่น่ารักมา จากการศึกษาพบว่าการทำเช่นนี้ส่งผลดีต่อการปรับปรุงพฤติกรรมของลูกในระยะยาว

6. อย่าเอาความดื้อรั้นของลูกมาเป็นอารมณ์

แม้พฤติกรรมของเด็กที่เป็นโรคดื้อนั้นจะเป็นความดื้อด้านชนิดที่คุณแทบทนไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระลึกไว้ว่า นั่นเป็นเพราะลูกมีภาวะผิดปกติด้านอารมณ์และพฤติกรรม และมีคุณเท่านั้นที่จะช่วยปรับปรุงแก้ไขให้พฤติกรรของเขาดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแม้จะรู้สึกโกรธที่ลูกทำตัวไม่น่ารักเอาเอาเสียเลย ทำตัวต่อต้านอย่างที่สุด หรือพูดจาเพื่อให้คุณเสียใจ ก็ขออย่าได้เก็บมาเป็นอารมณ์โกรธส่วนตัว จะอย่างไรก็จงให้ความรักความเข้าใจแก่เขา และพยายามช่วยเขาปรับปรุงพฤติกรรม เพื่อให้ลูกเติบโตไปเป็นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นปัญหาต่อผู้อื่นในอนาคต

7. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

หากการรับมือกับความดื้อต่อต้านของลูกดูจะกลายเป็นสิ่งที่เริ่มจะเกินกำลังของคุณแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้ทันที เช่น นักจิตเวชเด็กที่จะสามารถให้คำแนะนำ และวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

เด็ก ๆ ที่มีภาวะดื้อต่อต้าน ไม่ว่าจะมีพฤติกรรมไม่น่ารักอย่างไร แต่เขาก็สมควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนไม่ต่างจากเด็กคนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด ยิ่งต้องดูแลและรับมือด้วยความเข้าอกเข้าใจ พร้อมทั้งค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสามารถใช้คำแนะนำทั้ง 7 ข้อด้านบนนี้ เป็นแนวทางในการดูแลแก้ปัญหาของคุณลูกได้เลย ยังไงก็ขอให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่ดื้อน้อยลง และเป็นเด็กที่น่ารักขึ้นทุกวันเลย