แนวทางการจัดการกับความขัดแย้งในชีวิตสมรสอย่างสร้างสรรค์

ความขัดแย้งระหว่างคู่สมรสอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งระหว่างคู่สมรสอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมสามีภรรยา (ซึ่งรักกันมากถึงขั้นตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันด้วยการแต่งงานอยู่กินกัน) ถึงต้องขัดแย้งกัน หรือเลยเถิดไปถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกัน ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะคู่ของเราคือคนที่เราใช้ชีวิตเกี่ยวข้องมากที่สุด ใช้เวลาด้วยมากที่สุด คลุกคลีใกล้ชิดมากที่สุด เชื่อใจและไว้วางใจมากที่สุด ดังนั้นเมื่อความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สามีและภรรยาจึงควรฝึกฝนทักษะการจัดการกับความขัดแย้งในแบบที่สร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งเป็นต้นเหตุทำลายความรักที่คู่สมรสมีต่อกัน ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่คู่สมรสสามารถนำไปใช้ได้เมื่อเกิดความขัดแย้งกันขึ้น

สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดการกับความขัดแย้ง

ได้แก่ (1) การเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยการข่มใจและควบคุมจิตใจให้สงบ หากมีความโกรธ ความขุ่นข้องหมองใจ จงขจัดมันออกไปเสียก่อน (2) ให้อภัยคู่สมรสและให้อภัยตัวเอง เพราะคุณทั้งสองไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต เพียงแต่อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยกันเท่านั้น (3) เลือกเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเวลาที่ทั้งคู่ผ่อนคลายที่สุด เช่น หลังจากความขุ่นข้องหมองใจสงบลงแล้ว (4) เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เป็นสถานที่ที่ทั้งคู่จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดอกและไม่ถูกรบกวน เช่น ห้องนอน

ปรับความเข้าใจให้ตรงกัน

คู่สมรสต้องเรียนรู้ที่จะพูดถึงความเข้าใจของตนเองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พร้อมกันนั้นก็ยอมรับว่าบางทีในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่เช่นนั้นก็ได้ (เป็นแค่ความเข้าใจของตนเองเท่านั้น) บางทีเราอาจจะต้องคอยเตือนตัวเองว่าเราเคยเข้าใจผิดมาก่อน ครั้งนี้ก็อาจจะเข้าใจผิดก็ได้ (อย่าด่วนมั่นใจว่าเราเข้าใจถูกต้อง) วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำความเข้าใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็คือการถามคำถาม เช่น คุณกลับบ้านดึกมาหลายวันแล้ว ช่วงนี้งานยุ่งเหรอ (บางทีอาจจะเป็นงานยุ่ง แต่ถ้าคุณคิดเองอาจจะคิดว่าสามีไปเที่ยวเตร่นอกบ้านและไม่สนใจคุณ) หรือ ช่วงนี้บิลค่าโทรศัพท์สูงมาก มีอะไรที่ผมควรรับรู้ไหม (ถ้าสามีคิดเองอาจจะคิดว่าภรรยาใช้โทรศัพท์สิ้นเปลือง) เป็นต้น

มุ่งเน้นที่เรื่องความขัดแย้งไม่ใช่ตัวบุคคล

พูดคุยในเรื่องความขัดแย้งโดยไม่ต่อว่า ตำหนิ ก้าวร้าว หรือประชดประชันอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการพูดคุยจากความรู้สึกของเราที่ปรารถนาจะให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ โดยตั้งอยู่บนรากฐานของความรักและการให้เกียรติคู่สมรส จงฝึกฝนที่จะใช้คำพูดดังต่อไปนี้ ฉันคิดว่า… ฉันเข้าใจว่า… ฉันรู้สึกว่า… และต่อด้วยเนื้อหาที่เราต้องการบอกเขา เช่น สามีบอกว่า “ผมเห็นรายการค่าใช้จ่ายแล้วรู้สึกไม่สบายใจและห่วงว่าเงินของเราจะไม่พอใช้ในเดือนนี้” ไม่ใช่ “คุณเห็นผมเป็นเครื่องพิมพ์แบงค์หรือไง ใช้จ่ายแบบไม่คิดอย่างนี้จะมีเงินพอได้อย่างไร” เป็นต้น

ปฏิบัติต่อคู่สมรสด้วยความรักและอย่างให้เกียรติ

ต้องจำไว้ว่าถึงแม้จะมีความเห็นไม่ตรงกัน หรือเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้สถานภาพของคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไป สามียังคงเป็นสามีและพ่อ ภรรยายังคงเป็นภรรยาและแม่ ความขัดแย้งเป็นเพียงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งสามีและภรรยาอาจจะมองกันคนละมุม หรือต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเอง (โดยยังไม่สรุปว่าถูกหรือผิด) ดังนั้นแม้จะมีข้อขัดแย้งกัน คู่สมรสก็ควรปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ

ไม่พยายามเอาชนะกัน

ไม่มีประโยชน์เลยที่สามีภรรยาจะเอาชนะกันในความขัดแย้ง บทสรุปของการจัดการกับความขัดแย้งสามประการคือ (1) ฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งแพ้ สามีเป็นฝ่ายชนะภรรยาเป็นฝ่ายแพ้ หรือภรรยาเป็นฝ่ายชนะสามีเป็นฝ่ายแพ้ ผู้ชนะอาจจะพึงพอใจแต่ผู้แพ้จะเจ็บปวด (2) แพ้ทั้งคู่ ในกรณีนี้คือต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ผลก็คือเจ็บปวดทั้งคู่ (3) ชนะทั้งคู่ ความขัดแย้งก่อให้เกิดผลดีต่อคนทั้งคู่ คือ เรียนรู้จักกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และมีเกราะคอยป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

ยกโทษให้แก่กันและลืมความขัดแย้งนั้นเสีย

แม้ว่าความขัดแย้งจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ถ้าหากทั้งคู่ยังไม่ยอมยกโทษให้แก่กัน ก็เปรียบเหมือนกับการปล่อยให้มี “รากขมขื่น” เกิดขึ้น ในวันหน้าหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก คุณก็อาจจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งรังแต่จะสร้างความเจ็บปวด ดังนั้นจงกำจัด “รากขมขื่น” เสีย ด้วยการยกโทษให้กันและกันอย่างสิ้นเชิงและลืมความเจ็บปวดนั้นเสีย

มองไปข้างหน้าและเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ความขัดแย้งระหว่างสามีและภรรยาก็เป็นแค่เหตุการณ์ ๆ หนึ่งในการใช้ชีวิตคู่ จงเรียนรู้จากมันและไม่ยอมให้เรื่องนี้กลับมาทำให้คุณและคู่สมรสของคุณขัดแย้งกันอีก