เลี้ยงลูกอย่างไรให้เรียนเก่ง

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเรียนหนังสือเก่ง

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเรียนหนังสือเก่ง เราจึงเห็นกระแสการเรียนพิเศษ การติว และอีกสารพัดวิธี แต่นั่นคือคำตอบของคำว่าเรียนเก่งหรือ นักวิชาการทั้งหลายเห็นตรงกันว่าการ “อัด” วิชาความรู้อย่างเดียวไม่ได้ทำให้เด็กเรียนเก่ง เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ด้วยโดยเฉพาะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูกไม่น้อยทีเดียว เด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง นั่นไม่ใช่เพราะเขามีสติปัญญาไม่ดี หรือโง่อย่างที่บางคนคิด แต่มันเป็นผลมาจากวิธีการเลี้ยงดู ซึ่งหลัก ๆ นั้นมีอยู่ 7 ประการ ดังนี้

1. ครอบครัวอบอุ่นและอบอวลด้วยความรัก

บรรยากาศในครอบครัว มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดสภาวะจิตใจ อารมณ์ และสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก เด็กที่เรียนได้ดีส่วนมากจะอยู่ในครอบครัวที่ได้รับความรักจากพ่อแม่ และพี่น้อง พ่อแม่มีความรักให้แก่กันและกันและมีความรักให้กับลูก ลูก ๆ รักกัน ภายในครอบครัวมีความอบอุ่น ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีบรรยากาศของการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน บรรยากาศครอบครัวแบบนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีพัฒนาการที่ดี และแน่นอนมันส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูก

2. บรรยากาศภายในบ้านเอื้อต่อการเรียนรู้

เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ พ่อแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้เป็นบรรยากาศที่เด็กจะได้รับการพัฒนาทางความคิด ความรู้ และทักษะต่างๆ อาทิเช่น บ้านที่สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่มีเสียงดังตลอดเวลา ถ้าเป็นไปได้ ลูกควรมีห้องส่วนตัวเพื่อการอ่านหนังสือ และทำกิจวัตรส่วนตัว ที่บ้านควรมีตู้หนังสือและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ลูกได้ค้นคว้าเรียนรู้ สมาชิกในครอบครัวเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการเรียนรู้ เช่น อ่านหนังสือมากกว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ดูทีวี หรือทำแต่สิ่งที่ให้ความบันเทิง เป็นต้น

3. ให้คุณค่าที่ “ความตั้งใจ” มากกว่า “คะแนน”

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักวัดความเก่งของลูกจาก ” คะแนน” หรือ “เกรด” หรือ”อันดับ” ซึ่งบางทีก็สร้างแรงจูงใจว่าจะให้รางวัลหากเรียนได้เกรดเท่านั้นเท่านี้ หรือสอบได้ที่เท่านั้นเท่านี้ การสร้างแรงจูงใจเช่นนี้อาจมีส่วนทำให้ลูกขยันมากขึ้น แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลเสียที่พ่อแม่คาดไม่ถึง เพราะบางทีเด็กอาจจะตั้งใจเต็มที่แล้วแต่คะแนนไม่ได้เท่าที่พ่อแม่คาดหวัง เขาก็จะเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง และเห็นว่าตนเองเป็นคนไม่ฉลาด แต่ถ้าพ่อแม่ให้คุณค่าที่ “ความตั้งใจ” ของลูก โดยสนับสนุนลูกให้ตั้งใจเรียนหนังสือ และให้กำลังใจให้เขาทำอย่างสุดความสามารถ เมื่อลูกพยายามดีที่สุดแล้ว แม้คะแนนจะออกมาเช่นไร พ่อแม่ก็ยังชื่นชมและให้กำลังใจเขาได้เสมอ ส่งผลให้เขาเรียนรู้จะทำสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจ และจะไม่รู้สึกผิดหวังเมื่อได้คะแนนน้อย แต่จะมีความมุมานะและเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

4. สนับสนุนให้ลูกค้นหาและทำสิ่งที่ตนเองชอบ

เด็กๆ ที่เรียนได้ดีนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเด็กที่มีสติปัญญาแตกต่างจากเด็กทั่วไป เท่าใดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างและทำให้เขาเรียนดีกว่าเด็กอื่นๆ ก็คือ การที่เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่เขารัก ไม่ได้ “ถูกบังคับ” ให้ทำ ดั้งนั้น พ่อแม่จึงควรเป็นผู้สนับสนุนให้ลูกค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ ไม่ควรบังคับความคิดลูกว่า “ต้อง” ทำสิ่งนั้น “ห้าม’ ทำสิ่งนี้ แต่ถ้าลูกเลือกชอบและเลือกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม พ่อแม่ก็ต้องคอยแนะนำ และนำเขากลับมาเลือกและชอบในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่สิ่งที่สำคัญคือ พ่อแม่ไม่ควรปิดกั้นความคิดและโอกาสในการเลือกของลูกๆ เพราะจะทำให้เด็กเบื่อหน่ายในการเรียน

5. ฝึกฝนความรับผิดชอบ

การเลี้ยงลูกแบบ “ไข่ในหิน” หรือทำสิ่งต่างๆ ให้ลูกทุกอย่างโดยคิดว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลูกมีเวลาอ่านหนังสือได้มากขึ้นหรือเรียนได้อย่างเต็มที่ อาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะจะทำให้ลูกไม่รู้ที่จะจัดการบริหารชีวิตตนเองว่าเวลาใดควรทำอะไร ทำอย่างไร ถ้าไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริหารตนเองในด้านการเรียน การอ่านหนังสือ และการเล่น เด็กจะไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองได้ดีนัก ทำให้การเรียนในระดับที่สูงขึ้นประสบความล้มเหลวได้ และส่งผลเสียสืบเนื่องไปถึงชีวิตการทำงานในอนาคตด้วย

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีความรับผิดชอบจะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะเมื่อเด็กพบสิ่งที่ยากเขาก็จะไม่ทิ้งกลางคัน หรือล้มเลิกความตั้งใจเมื่อประสบความล้มเหลว แต่เขาจะอดทนและรับผิดชอบจนสำเร็จ ที่จะเป็นเช่นนี้ได้เขาต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ ดังนั้นพ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ให้จัดตารางเวลากิจวัตรประจำวันของตนเอง ทั้งเวลาเรียน เวลาเล่น เวลาทำกิจกรรม และเวลาพักผ่อน ให้ลูกมีหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างภายในบ้าน โดยพ่อแม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ และควบคุม เพื่อให้ลูกสามารถรับผิดชอบตนเองได้มากขึ้นเมื่อเขาเติบโตขึ้น

6. ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเวลา

เด็กที่เรียนดีมักจะเป็นเด็กที่เห็นคุณค่าของเวลา ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ พวกเขาสามารถบริหารเวลาได้อย่างดี โดยรู้ว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน-หลังตามลำดับความสำคัญ พวกเขารู้ว่าหากเขาไม่บริหารเวลาก็จะไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายให้สำเร็จได้ เช่น หากใช้เวลาดูทีวีสามชั่วโมง เขาจะเสียเวลาเรียนรู้และทำการบ้านหรือทบทวนเรื่องที่เขาสนใจไปสามชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้เขาเรียนไม่ทันในวันรุ่งขึ้นได้

พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกเรียนเก่ง จึงต้องสอนและฝึกฝนให้ลูกเห็นคุณค่าของเวลา และมีส่วนช่วยให้ลูกบริหารเวลา บริหารชีวิตของตนเอง โดยร่วมมือกับลูกในการกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเรียนในระยะยาว การส่งเสริมให้ลูกจัดการตารางเวลาประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน หรือมากกว่านั้น และสนับสนุนให้เขาสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองว่า หากทำได้จะให้รางวัลอะไรกับตนเอง ถ้าทำไม่ได้จะต้องทำอย่างไรและมีการประเมินแผนที่วางไว้เสมอเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริง

7. ส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ

พ่อแม่ที่ปรารถนาให้ลูกเรียนเก่งต้องไม่ลืมว่าชีวิตมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่พ่อแม่ต้องเป็นผู้จัดสรรอย่างครบถ้วนด้วย เพื่อช่วยให้ชีวิตลูกได้รับการเติมเต็มอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านร่างกาย (ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย เช่น เล่นกีฬา) สติปัญญา (การเรียนภาษา คอมพิวเตอร์ เป็นต้น) จิตใจและอารมณ์ (ความเบิกบานของจิตใจ ความบันเทิง ดนตรี การท่องเที่ยว การพักผ่อนหย่อนใจ) และสังคม (ความสัมพันธ์กับเพื่อน กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ กิจกรรมอาสาสมัคร) ซึ่งเป็นการพัฒนาให้ลูกเติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อมในทุกๆด้าน

เด็กที่เรียนเก่งนั้นไม่ได้เป็น “หนอนหนังสือ” เพียงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่เขาเป็นเด็กที่ได้รับการเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ อย่างครบถ้วน การส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมที่หลากหลายนอกจากจะช่วยให้ลูกไม่เคร่งเครียดกับการเรียนจนเกินไปแล้ว ยังช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อยากเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ ติดต่อมาที่สถาบันครอบครัวไทย