สอนลูกอย่างไรจึงจะได้ผล

พ่อแม่หลายคนมักบ่นให้ดิฉันฟังว่าไม่สามารถสอนลูก ๆ ได้ เพราะสอนเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง

โดย… จินตนา รักษาศรี

พ่อแม่หลายคนมักบ่นให้ดิฉันฟังว่าไม่สามารถสอนลูก ๆ ได้ เพราะสอนเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง สอนจนปากจะฉีกถึงหูก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเหมือนเดิม ก็น่าเห็นใจพ่อแม่ที่ตกอยู่ในภาวะแบบนี้ แต่ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสามารถสอนลูกอย่างได้ผล นี่คือความในใจของพ่อแม่จำนวนไม่น้อย ดิฉันจึงอยากแบ่งปันแนวทางที่ดิฉันและสามีเคยใช้ รวมทั้งสังเกตจากครอบครัวอื่น ๆ ที่เขาสามารถอบรมสั่งสอนลูก ๆ ของเขาอย่างได้ผล

ประการแรก การสอนลูกให้ได้ผลต้องเริ่มต้นกับ “การสอน” อย่าเพิ่งงงนะคะ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการสอนที่ได้ผล คือ สอนให้เขารู้และเข้าใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เขารู้ พ่อแม่ต้องสอนลูกในสิ่งที่เราคาดหวังด้วยความอดทนและด้วยความรัก และพ่อแม่ก็ต้องแน่ใจว่าลูกเข้าใจอย่างถูกต้องหรือไม่ว่าพ่อแม่คาดหวังอะไรจากเขา มีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่ลูกไม่ได้ทำอย่างที่พ่อแม่สอน หรือไม่เป็นอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง เพราะเขาไม่รู้ว่าพ่อแม่ขาดหวังอะไรจากเขา หรืออาจจะเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เขาทำนั่นแหละคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง

พ่อแม่จึงต้องสอนอย่างละเอียดและอย่างชัดเจน เช่น เมื่อดิฉันสอนลูกสาวให้เก็บผ้าและพับเก็บในลิ้นชัก ดิฉันจะอธิบายให้ลูกฟังตั้งแต่การเก็บผ้า (ผ้าแห้งสนิทหรือไม่ เพราะถ้าไม่แห้งสนิทก็จะทำให้ผ้ามีกลิ่นอับ และจะทำให้ผ้าชิ้นอื่น ๆ พลอยมีกลิ่นอับไปด้วย) จากนั้นจะสอนให้เขาแยกประเภทของเสื้อผ้า เช่น ชุดนักเรียน ชุดนอน ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดหน้า ถุงเท้า เป็นต้น พร้อม ๆ กันนั้นจะต้องอธิบายให้ลูกฟังถึงเหตุผลที่ต้องแยกก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อความสะดวกเมื่อจะต้องหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ จากนั้นก็จะสอนเรื่องการพับผ้า (พับเสื้อพับอย่างไร พับกระโปรงหรือกางเกงพับอย่างไร พับหรือม้วนเก็บถุงเท้าอย่างไร) และไม่เพียงเสื้อผ้าของเขาเองเท่านั้น แต่ยังสอนเขาให้รู้จักพับและเก็บเสื้อผ้าของพ่อและแม่ด้วย เขาไม่ได้ถามว่าทำไมต้องรู้วิธีการเก็บเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ แต่ดิฉันสอนเขาก่อนว่าวันหนึ่งเขาจะแต่งงาน เมื่อถึงวันนั้นเขาจะต้องเป็นคนดูแลเรื่องนี้ให้กับครอบครัวของเขา เป็นต้น

ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อที่จะต้องสาธยายกันมากมายขนาดนี้ แต่อย่าลืมนะคะว่าความเข้าใจของเราที่เป็นพ่อแม่กับความเข้าใจของลูกอาจจะไม่ตรงกัน บางทีลูกอาจจะเข้าใจว่าเก็บผ้ามาจากราวตากผ้าและยัดใส่เข้าไปในลิ้นชักหมายถึงการเก็บผ้า ถ้าเขาเข้าใจแบบนี้และปฏิบัติแบบนี้ เราจะไปตำหนิเขาก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้อง “สอน” เขาอย่างละเอียดนะคะ ยิ่งกว่านั้นจะต้องตรวจสอบดูว่าเขาเข้าใจตรงกับเราหรือไม่ อย่าเบื่อที่จะสอน เพราะนี่คือบันไดขั้นแรกที่สำคัญของการอบรมสั่งสอนที่ได้ผล

ดังนั้นจึงไม่มีคำว่า “สอนหลายครั้งแล้วแต่ไม่จำ” เราจะสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าเขาจะเรียนรู้ และกระทำอย่างถูกต้องตรงตามความคาดหวังของเรา

ประการที่สอง “การสาธิต” การรู้และการเข้าใจของลูกอาจจะเป็นการรู้และเข้าใจที่สมองเท่านั้น แต่ยังไม่รู้วิธีปฏิบัติ พ่อแม่จึงต้องสาธิตวิธีทำ ต้องแสดงให้เขาดูว่าทำอย่างไร สิ่งที่พ่อแม่มักผิดพลาดในเรื่องนี้ก็คือ “ออกคำสั่ง” โดยไม่สาธิตและสอนให้ลูกทำสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง นักเขียนคนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การใช้เวลาและความพยายามในช่วงเริ่มต้นจะช่วยประหยัดเวลาที่ต้องสูญเสียภายหลัง เพราะการสอนแบบลวก ๆ ขอไปที พ่อแม่ย่อมไม่มีสิทธิที่จะคาดหวังว่าลูกจะสามารถทำได้อย่างดี ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมลงทุนใช้เวลาและความพยายามในการฝึกฝนลูกอย่างพิถีพิถัน”

การสอนลูกทุกเรื่องใช้หลักการนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ดิฉันขอยกตัวอย่างเรื่องการสอนลูกให้ทำในสิ่งที่พ่อแม่มอบหมายให้ เมื่อลูกสาวของดิฉันยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดิฉันเริ่มสอนให้เขาล้างจาน เช็ดจานที่ล้างเสร็จแล้ว และเก็บเข้าตู้ ดิฉันเริ่มจากการอธิบาย (ดังที่พูดไปในประการแรก) จากนั้นทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง คือทั้งสอนทั้งสาธิตไปพร้อม ๆ กัน อันที่จริงแล้วถ้าดิฉันทำเองก็เร็วกว่าและไม่ต้องเหนื่อยด้วย แต่ดิฉันมีจุดประสงค์ที่จะสอนลูกจึงยอมเสียเวลาและยอมเหนื่อย เขาทำได้ดีในครั้งแรกหรือไม่ เปล่าเลยค่ะ เพราะเขายังเด็กและเป็น “มือใหม่” เมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่ควรจะทำดิฉันจะยอมเสียเวลาสอนและสาธิตอีกครั้งหนึ่ง เช่น ถ้าเขาล้างจานไม่สะอาด ดิฉันจะเอาจานที่ไม่สะอาดนั้นกลับออกมาล้างใหม่ โดยสาธิตให้ดูว่าการล้างจานให้สะอาดต้องทำอย่างไร แล้วลองให้เขาทำ คุณพ่อคุณแม่ค่ะ มันอาจจะต้องทำซ้ำหลายครั้ง แต่วันนี้เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาเป็นคนที่มีระเบียบเรียบร้อย สิ่งที่ดิฉันสอนเขากลายเป็นวิถีชีวิตของเขาและเขาจะต้องสืบต่อไปยังลูก ๆ ของเขาต่อไป

ประการสุดท้าย การ “สนับสนุน” เราอยู่ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงในทุกทิศทุกทาง ในด้านเทคโนโลยี่ โลกของเราเจริญก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อ แต่ด้านสังคมกลับเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงามหลายอย่างถูกทดแทนด้วยค่านิยมใหม่ ๆ ที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน เช่น ปรากฎการณ์ในเรื่องพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น หรือค่านิยมในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะที่เรากำลังปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามกับลูกของเรา แต่สังคมกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม บางครั้งทำให้ลูกตั้งคำถามว่า “ทำไม” เช่น ลูกอาจจะถามว่าทำไมหนูต้องกวาดบ้าน ทำไมต้องซักเสื้อผ้า ทำไมแม่ไม่จ้างคนรับใช้ หรือเอาไปจ้างที่ร้าน หรือเพื่อน ๆ ของหนูไม่ต้องทำแบบหนูเลย เป็นต้น

ยิ่งกว่านั้น การที่พ่อแม่พยายามปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีงามให้กับลูกก็มักจะถูกท้าทายด้วยค่านิยมที่ผิด ๆ ในสังคม เช่น พ่อแม่อาจจะสอนลูกชายให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย และพูดจาไพเราะ นี่เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน แต่นี่อาจจะไม่ใช่วิถีชีวิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เพราะเด็กวัยรุ่นจะพูดคำว่า “กู มึง” แทนคำว่า “คุณ ผม หรือ เธอ ฉัน” และยังรวมไปถึงการแต่งกาย การใช้เวลา

เมื่อพ่อแม่พยายามปลูกฝังและอบรมสั่งสอนสิ่งที่ดีงามให้กับลูกของตน แต่สังคมกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ลูกจึงต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องให้ทำในสิ่งที่เขาได้รับการสอน เพื่อลูกจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็น “ตัวประหลาด” ท่ามกลางเพื่อน ๆ เพราะยังมีพ่อแม่และคนในครอบครัวที่สนับสนุนสิ่งดี ๆ ที่เขาทำอยู่ ยกตัวอย่างลูกสาวของดิฉัน ในครอบครัวของเราปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ วันหนึ่งเขาไปซื้อของและคนขายทอนเงินเกินมาสี่ร้อยกว่าบาท (ลูกให้แบงค์ร้อย แต่คนขายคงเข้าใจว่าเป็นแบงค์ห้าร้อย) เขาคงพูดถึงประสบการณ์นี้ในห้องเรียน และถูกเพื่อน ๆ โห่ และถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโง่ เขากลับมาเล่าให้ดิฉันฟังด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัก ดิฉันบอกลูกว่า “ลูกทำถูกแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่แค่สี่ร้อยกว่าบาท แม้เป็นพันหรือหมื่นก็ต้องคืนเขา เพราะมันไม่ใช่ของเรา” ไม่ใช่ลูกไม่รู้ว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขารู้สึกอึดอัดกับการทำสิ่งที่ถูกต้องแต่ถูกต่อว่าจากเพื่อน ๆ ต่างหาก การสนับสนุนและกำลังใจจากพ่อแม่จะช่วยเขาในการยืนหยัดในความถูกต้อง

ทั้งสามประการนี้คือ การสั่งสอน การสาธิต และการสนับสนุน คือเคล็ดลับที่ดิฉันและพ่อแม่อีกหลาย ๆ คนได้ใช้เพื่อสอนลูกของเรา ลองดูนะคะ ทีละเล็กทีละน้อย วันแล้ววันเล่า สิ่งที่เราทุ่มเทสั่งสอนจะค่อย ๆ งอกเงยขึ้นในชีวิตของลูกของแน่นอน