ลูกแต่ละวัยต้องการความรักแบบไหน?

ทุกวันนี้วันแห่งความรักมักกลายเป็นวันของ "คู่รัก" อันที่จริงแล้ววันแห่งความรักนั้นคนทุกวัยทุกสถานภาพสามารถใช้ได้ บทความนี้ผมอยากพูดถึงความรักของพ่อแม่ต่อลูก

ทุกวันนี้วันแห่งความรักมักกลายเป็นวันของ “คู่รัก” อันที่จริงแล้ววันแห่งความรักนั้นคนทุกวัยทุกสถานภาพสามารถใช้ได้

บทความนี้ผมอยากพูดถึงความรักของพ่อแม่ต่อลูก

ผลการศึกษาระบุชัดว่าการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันนั้นมีผลที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ที่ต่างกัน โดยพบว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักและอบอุ่นจะเป็นคนที่มีความฉลาดทางด้านสติปัญญาและอารมณ์มากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยและถูกทอดทิ้ง สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการอบรมเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีคุณภาพก็คือการที่พ่อแม่ให้ความรักและความอบอุ่นแก่ลูก

เด็กแต่ละวัยควรได้รับความรักจากพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างไร นั่นคือจุดประสงค์ของบทความนี้

1.วัยแรกเกิด:

ลูกต้องการการดูแลเอาใจใส่และความรักความห่วงใย พ่อแม่จึงควรพูดคุยหรือเล่นกับลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและได้รับความรัก

2.วัยคลาน:

ลูกกำลังฝึกพัฒนาการของร่างกาย ชอบคลานไปมา พ่อแม่ควรให้ลูกลองทำ ลองคลาน และให้เวลากับลูก เล่นกับลูก เป็นกำลังใจให้กับลูกในการพัฒนาทางร่างกาย

3.วัยหัดยืน:

ในวัยนี้ลูกต้องการจะหัดยืนด้วยตัวเอง ชอบเกาะของใช้เพื่อพยุงตัวเอง (จะพยายามยืน) พ่อแม่ควรใส่ใจดูแลและคอยช่วยอยู่ห่างๆ ให้ลูกได้หัดยืน และพัฒนากล้ามเนื้อต่าง ๆ

4.วัยเริ่มเดิน:

เมื่อลูกสามารถเดินเองได้ พ่อแม่ควรให้ลูกหัดเดินเอง อาจจะจูงมือลูกเดินเล่นบนสนามหญ้า หรือสนามหญ้าตามสวนสาธารณะ อุ้มลูกให้น้อยลง แต่กอดลูกให้มากขึ้น

5.เริ่มเข้าอนุบาล:

ลูกจะเริ่มอยากทำอะไรด้วยตัวเอง เช่น ตักข้าวกินเอง ดื่มน้ำเอง พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้หัดทำเอง แม้ว่าจะเลอะเทอะบ้างก็ต้องปล่อย ค่อยๆ สอนลูกว่าทำอย่างไร ไม่ควรเร่งรัดให้ลูกต้องไปเรียนรู้ โน้นนี่นั้นตามที่ตัวพ่อแม่อยากจะให้ลูกเป็น

6.วัยประถม:

ลูกจะชอบเล่น มีกิจกรรมกับเพื่อนๆ มากมาย พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกเล่น และให้กำลังใจในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เขามีส่วนร่วม พ่อแม่ควรทำตัวเป็นเหมือนเพื่อนหากลูกต้องการให้พ่อแม่ร่วมกิจกรรมอะไรด้วย

7.ช่วงมัธยมต้น:

ลองปล่อยให้ลูกมีอิสระทางความคิด ฝึกให้ลูกลองพิจารณาเหตุผล และพ่อแม่ต้องรับฟังสิ่งที่ลูกพูดและคิดให้มาก และคอยจัดสิ่งที่คิดและสิ่งที่พูดให้ถูกต้อง อย่าเอาความคิดของตัวเองเป็นเกณฑ์ หากลูกต้องการทำกิจกรรมหรือทำอะไร หากเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย ไม่ผิดศิลธรรม ไม่ส่งผลเสียต่อตัวเขาและสร้างความเดือดร้อนคนอื่น ๆ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและคอยเป็นที่ปรึกษาให้ลูก

8.ช่วงมัธยมปลาย:

ลูกจะมีความคิดเป็นของตัวเอง อยากรวมกลุ่มกับเพื่อน หากพ่อแม่ดูแลลูก ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีของลูกมาตั้งแต่แรก ลูกจะไม่ติดเพื่อนมากจนลืมพ่อแม่ ดังนั้นพ่อแม่ควรที่จะทำตัวเป็นเพื่อน (แต่ไม่ใช่เพื่อนเล่น) เป็นที่ปรึกษา คอยสนับสนุนและให้กำลังใจ อย่าทำตัวเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตห้ามทำอันนั้น ห้ามทำอันนี้ การเลี้ยงลูกในวัยนี้ต้องใช้การพูดคุยด้วยเหตุและผล อย่าได้ใช้อารมณ์

9.ช่วงมหาวิทยาลัย:

ลูกจะได้พบกับสังคมที่ใหญ่ขึ้น ปัญหาต่างๆ ก็จะมีมากขึ้น พ่อแม่ควรเป็นที่ปรึกษา พูดคุยทุกเรื่องกับลูก คอยเป็นกำลังใจ อย่าให้ลูกรู้สึกว่าถูกกดดันจากความหวังของพ่อแม่ แต่ควรทำให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่คอยเป็นกำลังใจลูกอยู่เสมอ และพร้อมจะยื่นมือเข้าช่วย